ณ ระนอง

บุตรของท่าน คอ ซู้ เจียง พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง)
ผู้ว่าราชการเมืองระนอง และสมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพร

 

 

       พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) เป็นบุตรชายคนที่ ๒ ของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง)
ได้รับราชการ ดังนี้

  • สมัยรัชกาลที่ ๔ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น หลวงศรีโลหภูมิพิทักษ์ ผู้ช่วยว่าราชการเมืองระนอง
  • สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เลื่อนเป็น พระศรีโลหภูมิพิทักษ์
  • พ.ศ.๒๔๒๐ บิดาซึ่งชราภาพและลาออกจากราชการ ท่านได้เลื่อนขึ้นเป็น พระยารัตนเศรษฐี ผู้ว่าราชการเมืองระนอง
  • พ.ศ.๒๔๓๙ เมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองหัวเมืองจัดเป็นมณฑล ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ท่านได้เลื่อนเป็น สมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพร
  • พ.ศ.๒๔๔๔ ลาออกจากราชการยามชรา ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เช่นเดียวกับท่านบิดา เมื่อครั้งลาออกจากราชการ
  • ถึงแก่กรรมที่จังหวัดระนอง เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔

งานพัฒนาเมืองระนอง

       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จเลียบแหลมมลายู ทรงแวะพำนักที่เมืองระนอง ๒ วัน (วันที่ ๒๓-๒๕ เมษายน ๒๔๓๓ ) พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ได้จัดสร้างพลับพลารับเสด็จอย่างดียิ่ง มีความงดงาม เพียบพร้อม
       พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ได้ขอให้ทรงตั้งชื่อพลับพลานี้ และว่าจะสงวนไว้เป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ทรงตั้งชื่อพลับพลาว่า พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ ทรงตั้งชื่อเนินเขาที่ตั้งพลับพลาว่า เขานิเวศน์คีรี พร้อมกับทรงตั้งชื่อถนนอย่างไพเราะคล้องจองกัน ตรงตามการใช้งานอย่างน่าอัศจรรย์ถึง ๑๐ ถนนว่า “ท่าเมือง เรืองราษฎร์ ชาติเฉลิม เพิ่มผล ชลระอุ ลุวัง กำลังทรัพย์ ดับคดี ทวีสินค้า และ ผาดาด”

       (พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ ยังได้ใช้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ด้วย แต่ เนื่องจากเป็นเครื่องไม้ทั้งหมด จึงได้ชำรุดผุพังไปตามกาลเวลา ทางจังหวัดได้รื้อลงเมื่อปี ๒๕๐๖ ปัจจุบันได้สร้างแบบจำลองไว้ให้ชนชั้นหลังได้ชม)

การสร้างความเจริญ

สร้างถนนจากเมืองชุมพรไปยังเมืองกระบุรี

       สมัยนั้นการคมนาคมระหว่างเมืองไม่สะดวก เพราะพื้นที่ เป็นป่าเป็นดง ต้องใช้ช้าง ม้า เกวียน เป็นพาหนะ ในเมืองมีถนนสำหรับรถยนต์แล่นได้บ้าง ท่านได้สร้างถนน โดยให้ถางป่าและพูนดินขึ้น มีขนาดกว้างพอเกวียนเดินได้ ใช้วิธีการจ้างงาน ไม่เกณฑ์แรงงาน เพื่อให้ราษฎรมีรายได้ไม่เดือดร้อน ต้องเสียเวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ ด้วยความดีความชอบนี้เอง พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองระนอง จึงได้รับเลือกเป็น สมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพรคนแรก ในปี พ.ศ.๒๔๓๙ เมื่อครั้งจัดการปกครองหัวเมืองเป็นมณฑล เทศาภิบาล ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย
       การพัฒนาเมืองชุมพรให้เจริญนั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะเป็นเมืองเล็ก มีที่นาทำกินน้อย ทรัพยากรธรรมชาติน้อย ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะน้ำท่วม เป็นเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปในอ่าวไทย นอกเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ไม่ค่อยมีรายได้ สภาพทั่วไปเป็น "บ้านป่าเมืองดง"
       การสร้างสถานที่ราชการ ต้องดำเนินงานเองเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ที่ว่าการมลฑล โรงพัก บ้านพักราชการ โรงภาษี และอื่นๆ อีก เสาใช้เสาไม้ หรือไม้ไผ่ พื้นดิน หลังคามุงจาก

       สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงเขียนไว้ใน ตำนานเมืองระนอง กล่าวถึงบ้านของพระยาระนอง (คอซิมก๊อง) ที่จังหวัดระนอง ว่า "บ้านพระยาเมืองระนอง (คอซิมก๊อง) ก่อกำแพงรอบสูงสัก ๑๐ ศอก กว้างใหญ่เห็นจะสัก ๓ เส้นเศษ ๔ เส้น ...ที่บนหลังประตูทำเป็นเรือนหลังโตๆ ขึ้นไปอยู่เป็นหอรบ กำแพงก็เว้นช่องปืน กรุแต่อิฐบางๆ ไว้ กลัวเจ๊กที่เคยลุกลามขึ้นครั้งก่อน เมื่อมีเหตุการณ์จะได้กระทุ้งออกเป็นช่องปืน ที่กลางบ้านทำตึกหลังหนึ่งใหญ่โตมาก แต่ตัวไม่ได้ขึ้นอยู่ เป็นที่รับแขกและคนไปมาให้อาศัย ตัวเองอยู่ที่เรือนจากเตี้ยๆ เบียดชิดแน่นไปทั้งครัวญาติพี่น้องรวมอยู่แห่งเดียวกันทั้งสิ้น มีโรงสินค้า ปลูกริมกำแพงยืดยาว ในบ้านนั้นก็ทำไร่ปลูกมัน ปีหนึ่งๆ ได้ถึงพันเหรียญ เป็นอย่างคนหากินแท้..."

       (เรือนที่กล่าวถึง ปัจจุบัน คงเหลือซากปรักหักพังพอเห็นต้นเค้าร่องรอย กรมศิลปากรได้อนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติ
ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๙)

พินัยกรรม - สมบัติของแผ่นดิน

       ท่านได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ขอพระราชทานป้ายศิลาบันทึกประวัติของท่านคอซู้เจียง ผู้บุกเบิกสร้างเมืองระนอง ปักไว้หน้าสุสานเจ้าเมืองระนอง ณ เขาระฆังทอง
       ท่านคอซิมก๊อง ได้ประกาศยกบ้านของท่าน หรือ "จวนเจ้าเมืองระนอง" ให้เป็นสถานที่ส่วนกลาง เป็นที่ไว้ป้ายของบิดามารดาญาติพี่น้องที่เสียชีวิต มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นเจ้าของ โดยทำพินัยกรรมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อ ๒๕ มกราคม รศ.๑๓๐ (พ.ศ.๒๔๕๔) ความส่วนหนึ่งว่า

       ข้อ ๑ ข้าพเจ้ามีที่ดินที่ตำบลบางนอนในเมืองระนองแห่งหนึ่ง ได้ปลูกสร้างเปนบ้านเรือนอยู่ในที่นี้ มีกำแพงเปนเขตร์ทั้งสี่ด้าน ด้านเหนือยาว ๘ เส้น ๑๙ วา จดถนนกิจผดุง ด้านใต้ยาว ๓ เส้น ๔ วา ๒ ศอก จดถนนราชพานิช ด้านตวันออกกว้าง ๖ เส้น ๑๕ วา จดถนนเรืองราษฎร ด้านตวันตก กว้าง ๒ เส้น จดถนนราชพานิช ข้าพเจ้าได้ประดิษฐานป้ายพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) และภรรยา วงษ์ญาติของท่านไว้ที่บ้าน.............นี้
        ข้อ ๒ ศพพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) ได้ฝังไว้ที่ตำบลเขาระฆังทองในแขวงเมืองระนองเป็นที่หองจุ๊ย ที่ดินซึ่งเปนที่หองจุ๊ยแห่งนี้ ทิศเหนือยาว ๑๘ เส้น จดที่ป่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมพระราชทานเปนสิทธิแก่ข้าพเจ้า เมื่อ ณ วันที่ ๒๘ เดือนมกราคม ร.ศ.๑๐๙ มีหนังสือพระราชทานเป็นสำคัญ
        ข้อ ๓ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ว่า เมื่อข้าพเจ้ามรณภาพแล้ว ให้ที่บ้านตำบลบางนอน ซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ ๑ แห่งหนึ่ง ที่หองจุ๊ย ที่ได้กล่าวไว้ในข้อ ๒ แห่งหนึ่ง ทั้งสองแห่งนี้เปนที่กลางสำหรับตระกูล มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดในตระกูลของข้าพเจ้ามีอำนาจที่จะเอาไปจำหน่ายให้ปัน ซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือเอาไปตีเป็นประกันหนี้สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นอันขาด มิให้นับว่าที่ ๒ รายนี้เป นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของผู้หนึ่งผู้ใดในตระกูลของข้าพเจ้าเป็นอันขาด
        ข้อ ๔ ป้ายเกสิน ของบรรดาที่สืบแซ่จากพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) ลงมา ให้เอามาไว้ที่หอป้ายที่บ้านบางนอนนี้ได้ แลศพก็ให้เอามาฝังที่ในเขตร์หองจุ๊ยตำบลเขาระฆังทองได้ทุกคน ผู้ปกครองจะห้ามปรามไม่ได้ ถ้าวงษ์ญาติสืบแซ่ผู้ใดจะมาอยู่ในที่ดินดั่งที่กล่าวมาในข้อ ๑ ข้อ ๒ ก็อยู่ได้ แต่ต้องฟังบังคับบัญชาผู้ปกครอง
        ข้อ ๕ เมื่อข้าพเจ้าถึงมรณภาพแล้ว ให้ผู้สืบตระกูลของข้าพเจ้าเปนผู้ปกครองรักษาที่ทั้งสองแห่งที่ได้กล่าวในหนังสือนี้ แลให้มีน่าที่จะจัดการให้เปนไปตามคำสั่งในหนังสือนี้ ถ้าแลผู้สืบตระกูลไม่เอาใจใส่รักษาที่ทั้งสองตำบลนี้ไว้ตามความประสงค์ของข้าพเจ้า ถ้าแลมีวงษ์ญาติซึ่งสืบแซ่ลงมาแต่พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) ตั้งแต่สี่คนขึ้นไปพร้อมกันขอให้ผู้สืบตระกูล ซึ่งปกครองรักษาที่ จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ต้องตามเจตนาของข้าพเจ้าไม่ได้ดั่งประสงค์ ก็ให้เรียกแต่บรรดาวงษ์ญาติ ซึ่งสืบแซ่ลงมาแต่พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) ประชุมกันปฤกษาหารือ ดูว่า......ประการใด เมื่อวงษ์ญาติแต่แต่อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป ประชุมกัน......ครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ตกลงกัน ก็ให้ทำฎีกาขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมเปนที่พึ่ง แล้วแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควรว่าจะเปลี่ยนผู้ที่สืบตระกูล หรือจะมีพระราชดำรัสสั่งประการใดเปนเด็ดขาด ต้องเปนไปตามพระราชดำริห์
        ข้อ ๖ ข้าพเจ้าได้จัดเงินไว้แพนกหนึ่งเปนจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท (สามหมื่นบาท) สำหรับรักษาที่สองตำบลต่อไปภายน่า เมื่อข้าพเจ้าถึงมรณภาพแล้ว ให้ผู้สืบตระกูล ปฤกษาพร้อมด้วยวงษ์ญาติซึ่งสืบแซ่พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) ที่จะเอาเงินรายนี้ไปทำผลประโยชน์อย่างใด ซึ่งเห็นว่าเปนอย่างดีที่สุด เก็บผลประโยชน์รักษาหองจุ๊ย แลที่หองจุ๊ยสืบไป มิให้ถือว่าเงินรายนี้ เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของผู้หนึ่งผู้ใด
        ข้อ ๗ ข้าพเจ้าตั้งให้พระยารัตนเศรษฐี (คอยู่หงี) บุตรข้าพเจ้า เปนผู้สืบตระกูลของข้าพเจ้า ตามความประสงค์ในหนังสือฉบับนี้ แลให้ผู้สืบตระกูลนั้นมีอำนาจที่จะตั้งผู้สืบตระกูลต่อๆ กันไป แต่ผู้ที่จะสืบตระกูลนั้น ต้องเปนผู้ที่สืบแซ่ลงมาจากพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) เพื่อความที่กล่าวไว้ในหนังสือฉบับนี้ แต่อำนาจที่ว่าไว้ในข้อนี้ เมื่อผู้สืบตระกูลต้องถอนจากที่ไซ้ ผู้ที่ได้รับตั้งเปนผู้สืบตระกูลนั้น ย่อมต้องขาดจากที่ด้วย
        หนังสือฉบับนี้ทำที่ตำหนักบางกะโล นครปฐม เป็นหนังสือสองฉบับ ความต้องกัน ต่อน่าผู้มีชื่อรู้เห็นเปนพยานได้ลงชื่อไว้ แลได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหนังสือนี้รักษาไว้ในกรมราชเลขานุการฉบับหนึ่ง ข้าพเจ้าเก็บรักษาไว้ฉบับหนึ่ง

                                                                             ลงชื่อ
                                                                                         พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง)

       ข้าพเจ้าผู้ลงชื่อต่อไปนี้ ได้อยู่พร้อมกันที่ตำหนักบังกะโล ณ นครปฐมเจดีย์ เมื่อพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) ทำหนังสือพินัยกรรม์ฉบับนี้ ได้ให้อ่านหนังสือพินัยกรรม์นี้ให้พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) ฟัง พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) มี..................ตามความประสงค์แล้ว ได้ลงชื่อเป็นอักษรจีนไว้ในหนังสือนี้ต่อหน้าข้าพเจ้าเปนสำคัญ ข้าพเจ้าเห็นพร้อมกันว่าพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) มีสติอารมณ์ปรกติ ได้ทำหนังสือนี้โดยความเต็มใจทุกประการ ข้าพเจ้าจึงได้พร้อมกันลงชื่อรับเปนพยานให้ไว้เป็นสำคัญ

       ลงลายมือชื่อ

       พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงรับรองพินัยกรรม ลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๓๐

 

ที่ ๕/๙๘๔

       ด้วยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) ได้ทำหนังสือพนัยกรรม์ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐ แสดงความประสงค์ถึงการรักษาที่ไว้ป้ายแลที่ฝังศพ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง) ผู้บิดา เพื่อให้เปนปรกติถาวรสืบไปภายน่า มาทูลเกล้าฯ ถวาย ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้หนังสือพินัยกรรม์........ไปตามความประสงค์
       จึงทรงพระราชดำริห์ว่า การที่พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) ทำหนังสือพินัยกรรม์ ทั้งนี้ ได้ทำต่อหน้าผู้มีบรรดาศักดิ์ ได้รู้เห็นเปนพยาน แลได้ตรวจดูคำยืนยันของผู้มีบรรดาศักดิ์ว่าเมื่อทำหนังสือพินัยกรรม์นี้ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) มีสติดีอยู่ เห็นว่าเปนความประสงค์อันแท้จริงของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) เปนการทำถูกต้องตามพระราชกำหนดกฎหมายแล้ว ถ้าจะมีผู้ใดไปฟ้องร้องว่ากล่าวขอให้เปลี่ยนแปลงไปจากความประสงค์ ของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมกอง) นี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ห้ามอย่าให้ผู้พิพากษารับไว้พิจารณาให้ผิดไปจากความประสงค์นี้
       เพื่อให้เปนสำคัญมั่นคง จึงได้ลงลายพระราชหัตถเลขา แลประทับพระราชลัญจกรไว้เปนสำคัญ
       แต่วันที่ ๑๓ กุมพาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐

วชิราวุธ ปร

 

เรียบเรียงจาก
๑. หนังสือ “กำแพงเจ้าเมืองระนอง” จัดพิมพ์โดย หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดระนอง
    ศูนย์วัฒนธรรมระนอง โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร จังหวัดระนอง
๒. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๐ เรื่องตำนานเมืองระนอง
๓. หนังสือ มหามุขมาตยานุกูลวงศ์ โดย กศร.กุหลาบ ร.ศ.๑๑๖
๔.อนุสาวรีย์ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) เจ้าเมืองระนอง โดย สุวรรณี ณ ระนอง

 

<- กลับไปหน้า ประวัติคอซู้เจียงและบรรพบุรุษ